แรมบ้า สมเดช M-16 แชมป์โลก MMA คนแรกของไทย นักมวยไทยชื่อดังในอดีต


แรมบ้า สมเดช นักมวยไทยชื่อดังในอดีต แชมป์โลก “มวยกรง” (MMA) คนแรกของไทย

แรมบ้า สมเดช หากย้อนไปเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ชื่อ แรมบ้า สมเดช M-16 คงจะคุ้นหูแฟนๆมวย เพราะด้วยลีลาการต่อสู้ ที่ดุดัน ฮาๆบวกกับท่าเต้น ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา เมื่อเขาชกชนะทุกครั้ง จะต้องโชว์สเต็ปแดนซ์ เป็นขวัญใจแฟนมวยที่ติดตาม ตอนที่อยู่บนเวทีตลอด และในช่วงต้นปี ค.ศ. 1998

สมเดช M-16 อยู่ในช่วงร้อนแรงวัยนั้น กำลังห้าวและแข็งแกร่ง ได้เดินทางกลับไปชก ที่ญี่ปุ่นรวดเดียว 3 ไฟต์ ที่”เจ๊ เชน” ผู้เป็นลูกพี่เซ็นสัญญาไว้ กับโปรโมชั่นชาวซามูไร ดาวดัง “แรมบ้า” ผู้มีจุดขาย ด้วยลีลาโหดเหี้ยมดุดัน แต่สลับด้วยความตลก เรียกเสียงเฮฮาแก่ผู้ชม ได้มีโอกาสขึ้นสังเวียนอีกครั้ง

ที่นครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ครั้งนี้สามารถเอาชนะคะแนน เคอิตะ คาอินูมะ ในการชกแบบ คิ๊กบ๊อกซิ่ง ครบ 5 ยก ลงมาแบบไม่ยากเย็น แถมยังไม่วายโชว์ลีลา บ๊องๆให้แฟนมวย ชาวอาทิตย์อุทัยได้หัวเราะ ชอบใจกันอีก เพราะนานๆจะเจอ มวยแปลกๆแบบนี้สักครั้ง หนึ่งในผู้บรรดาผู้ชม แฟนมวยชาวอาทิตย์อุทัยนั้น

มีสาวคนหนึ่ง เธอมีชื่อว่า “โนริโกะ โยชิซาว่า” (Noriko YoshiZawa) เข้าไปนั่งชมการชกอยู่ด้วย และเธอผู้นี้ คือผู้ที่เข้ามา มีส่วนสำคัญในการ กำหนดชะตาชีวิตครั้งใหญ่ ของสมเดชเลยทีเดียว เพราะการชกครั้งนี้ นอกจาก”แรมบ้า”จะโชว์ฝีไม้ลายมือ ให้แฟนมวยญี่ปุ่น ได้ประจักษ์แล้ว

ยังสร้างความประทับใจให้กับ “โนริโกะ” สาวน้อยซึ่งเป็นหนึ่งใน นักมวยหญิงที่กำลัง ฝึกฝนวิชามวยไทย ทั้งยังถือเป็นศิษย์ผู้น้อง ร่วมสำนักเดียวกับ เคอิตะ คาอินูมะ ศิษย์ผู้พี่ ที่เพิ่งพ่ายนักชก จากแดนสยามลงมาจาก เวทีหมาดๆอีกด้วย

แรมบ้า สมเดช

แรมบ้า สมเดช นักชกไทย ที่ขึ้นเวทีอยู่ญี่ปุ่น เมื่อกลับมาไทยใครคือคู่ต่อกรของเขา

เมื่อถึงคราวที่วีซ่าของ แรมบ้า เกิดหมดอายุ ที่ในช่วงแรกๆยังไม่ได้ จดทะเบียนสมรสกับแฟนสาว ก็เลยจำเป็นจะต้อง บินกลับมาต่อเอกสาร ขอเข้าประเทศใหม่ในเมืองไทย พร้อมกันนั้น ก็ถือโอกาสกลับไปเยี่ยม “เชน เมืองชล” ผู้มีพระคุณ อันเปรียบเสมือน เป็นพ่อแท้ๆคนหนึ่งของตน ยอดโปรโมเตอร์น้ำใจงาม

ก็จึงขึ้นป้ายรายการให้ สมเดชได้ยืดเส้นยืดสาย ขึ้นชกที่ เวทีมวยอ้อมน้อย ถิ่นเดิมอีกครั้ง พอถึงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2544 ปะทะกับ ร้อยเชิง ศ.เรืองศิริ อดีตแชมป์วิกแอร์ (เวทีราชดำเนิน) และการชกนั้นก็ไม่ยืดเยื้อ ใช้เวลาเพียงแค่ยก 2 เท่านั้น “แรมบ้า” ก็ตะบันได้นับไปก่อนเป็นออเดิร์ฟ

พอการชกล่วงถึงยกที่ 3 เขยญี่ปุ่นยังคงฟอร์มดุ เดินลุยมีออาวุธขึ้นบน ตัดล่าง สลับอัดกลางลำตัว จนสุดที่ร้อยเชิงจะตั้งรับ ทานอาวุธเหล่านั้นได้ไหว สุดท้ายก็หมดสภาพ พ่ายน็อกไปแบบบอบช้ำ ชนิดที่จำบ้านเลขที่ไม่ได้เลยทีเดียว แรมบ้าจึงได้กลับมาซ่าส์อีกครั้ง พร้อมฟันค่าเหนื่อยไปอีกก้อนโต

เป็นค่าขอวีซ่ากลับไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นต่อ ระหว่างใช้ชีวิต เรียนรู้ในญี่ปุ่นกับแฟนสาว ทั้งชกมวย รับจ้างทำงานตามโรงงาน รวมทั้งเป็นครูสอนมวยไทยไปด้วย เรื่องราวของ “แรมบ้า” สมเดช กลับได้รับการกล่าวขวัญ กันอย่างหนาหูใน วงการมวยเมืองไทย ถึงความตั้งใจเด็ดเดี่ยว ผสกับลูกบ้า กล้าตัดสินใจเลือก

ไปขุดทองอยู่ที่ญี่ปุ่น แถมยังได้คลี่กิโมโนแดนปลาดิบ ชนิดที่น้อยคนนักจะมีโอกาส และยากที่จะหา นักมวยคนใดโชคดีเช่นเขา เพราะหากมองกันถึง สถานภาพและรูปกายภายนอกแล้ว การที่นักมวยไทยคนหนึ่ง ที่สำคัญยังมีความรู้เพียงน้อยนิด การใช้ภาษาสื่อสารใดๆ ก็ดูจะเป็นอุปสรรคไปเสียหมด แต่สำหรับคนที่ตั้งใจจริง มีความมุมานะ และมีความอดทนอย่างสูง สำหรับ”แรมบ้า”แล้วถือได้ว่า น่ายกย่องชมเชยเป็นอย่างยิ่ง

แรมบ้า สมเดช

เส้นทางเริ่มต้นการเรียนรู้ มวย MMA ในประเทศญี่ปุ่น

ในประเทศญี่ปุ่น ช่วงราวปี ค.ศ.2002 เป็นต้นมา เริ่มมีกีฬาการต่อสู้ แบบใหม่ที่เรียกขานกันว่า “มิ๊กซ์ มาเชียล อาร์ต” (Mixed martial art) หรือเรียกย่อๆว่า “MMA” ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยม แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ มันคือการต่อสู้ที่รวมเอา ศิลปะการป้องกันตัว หลากหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน ไ

ม่ว่าจะเป็น มวยไทย มวยสากล ยูโด มวยปล้ำ คาราเต้ แชมโบ บราซิลเลี่ยน ยูยิตสู มีทั้งการเตะต่อย ในแนวตั้ง(ยืนต่อสู้) และ แนวนอน (ทุ่มทับจับหัก) หลากหลายวิธีการ ผสมผสานกัน เพื่อทำให้ คู่ต่อสู้ยอมแพ้ไปในที่สุด และว่ากันว่า MMA นั้นมีประวัติความเป็นมา ตั้งแต่ในยุคสมัย กรีกโบราณโน้นแล้ว

เหล่านักสู้กราดิเอเตอร์ ที่หลายๆคนน่าจะคุ้นหู ได้จำลองการต่อสู้ในสนามรบ สู่สนามที่ชื่อว่า โคลอสเซี่ยม ซึ่งถือว่านี่คือ การกำเนิดครั้งแรกของ MMA การต่อสู้ MMA เองก็มีกติการองรับเหมือนกีฬาอื่นๆ ทั่วๆไปแต่จะแตกต่างกับ พวกมวยตรงที่จะ ไม่มีการนับ 1-10 เมื่อโดนต่อยล้ม โดยจะตัดสินแพ้-ชนะ

จากทั้งคะแนนหรือหมดทางสู้ อย่างเช่น โดนล็อกคอจนสลบเหมือด หรือหากนักกีฬาไม่ไหว ก็สามารถตบพื้นขอยอมแพ้ได้ แต่ทว่าในญี่ปุ่นนั้น มีความเชื่อที่ว่า กีฬาชนิดนี้ของตน มีความเก่าแก่ที่สุด และถือกำเนิดขึ้นมาจาก “ชู๊ตโตะ” (SHOOTO) ราวปี ค.ศ.1985 (พ.ศ.2528)

โดย ซาโตรุ ซายาม่า (Satoru Sayama) อดีตนักมวยปล้ำ ผู้พัฒนาจากสมาคมมวยปล้ำอาชีพ ของญี่ปุ่น ก่อนจะก่อตั้งอย่างทางการขึ้นเป็น สมาคมชู๊ตโตะ และมีคณะกรรมาธิการ ควบคุมกีฬาชู๊ตโตะนานาชาติ เกิดขึ้นและได้เริ่ม จัดการแข่งขันขยายตัวแพร่หลาย แบ่งเป็นพิกัดน้ำหนักทั้งสิ้น 7 รุ่น จากใหญ่สุดใน

ไลต์เฮฟวี่เวต (185 ปอนด์ หรือ 83.9 กก.) ลงมาจนถึงเล็กสุด รุ่นสตรอว์เวต (115 ปอนด์ หรือ 52.2 กก.) แต่พิกัดนั้นจะแตกต่างกับ มวยสากลอาชีพ ในปัจจุบันนี้ MMA ได้รับความนิยมแพร่หลายกันมากขึ้น มีหลากหลายรายการ ให้เข้าร่วมแข่งขัน การต่อสู้ MMA เหมือนเป็นสนามประลอง สำหรับผู้ที่อยากต่อสู้ ในวิชาที่แตกต่างกัน เหมือนเป็นความท้าทาย อีกขั้นของนักสู้จากทุกสำนัก

ข่าวสารน่าสนใจ : คิกบ็อกซิ่ง คือ อนิเมะ แทงบอลโลก