ประวัติกุหลาบดำ ส.จ.เปี๊ยกอุทัย นักมวยยุคนี้ที่โด่งดังอีกคนในประเทศไทย


ประวัติกุหลาบดำ ประวัติที่มาของ กุหลาบดำ ส.จ.เปี๊ยกอุทัย

ประวัติกุหลาบดำ  ส.จ.เปี๊ยกอุทัย เริ่มต้นการชกมวยครั้งแรก เมื่อช่วงอายุ 8 ปี ซึ่งในเวลานั้น ได้มีชื่อว่า เขียวมรกต โดยมีครูมวยคนแรก ที่ฝึกสอนคือวุฒิชัย อินทรามะ ในการขึ้นชกครั้งแรก ได้ค่าตัว 150 บาท ซึ่งเป็นนักชก ที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และมีค่าตัวเป็นนักมวยเงินแสน ได้สำเร็จ มีความตั้งใจ ในการขึ้นชก และต้องการเป็นแชมป์มวย ของทุกสถาบัน เพื่อเป็นเกียรติประวัติตนเอง มีเทรนเนอร์ คู่กายคือ นาย สมพร แก้วกัญหา กุหลาบดำ ส.จ.เปี๊ยกอุทัย ชื่อจริง สมบูรณ์ มีสิทธิ์ดี ชื่อเล่น เขียว เกิดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2541 นักมวยชาวจังหวัดสุรินทร์ ความสูง 168 น้ำหนัก 135 ปอนด์ เป็นนักมวยประเภทบู๊ดุดัน ต่อยอึด หมัดหนัก การออกอาวุธเฉียบคม

กุหลาบดำ ส.จ.เปี๊ยกอุทัย เป็นนักมวยที่มีความสามารถ และขึ้นชกสนุกอีกทั้งอายุยังน้อย จึงมีผลงานให้ติดตามหลากหลาย พร้อมกับการตั้งเป้าหมายสูง ๆ เพื่อให้มีความท้าทายในชีวิต และตั้งใจฝึกซ้อมให้เต็มที่และมีนักมวยที่ชอบอย่าง สำราญศักดิ์ เมืองสุรินทร์ หมัดสากเหล็ก แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม โคตรมวยสารคาม

“ซ้ายอุกกาบาต” กุหลาบดำ สมาชิกสภาจังหวัดเปี๊ยกอุทัย หนึ่งในนักมวยแม่เหล็กที่สมัย ผู้ที่เป็นเจ้าของหมัดซ้ายทรงพลังอันขึ้นชื่อลือชาไปทั่วราชอาณาจักร เคยกดคู่ต่อยหลับในอากาศมานับครั้งไม่ถ้วน แล้วก็ครั้งปัจจุบันก็พึ่งจะชัตดาวน์ “แสงมณี คลองสวนพลูรีสอร์ต” ประเภทไฟดับวูบกึ่งกลางเวที ในศึก ONE: NO SURRENDER III

ที่สำคัญ เขาเอารางวัลนักมวยไทยเยี่ยมยอด จากชมรมผู้รายงานข่าวกีฬา ที่เมืองไทยปี 2560 หรือ ที่คนส่วนมากเรียกสั้นๆว่า  ยอดมวย แต่คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ ถึงจะเป็นแบบงั้น แม้กระนั้นเมื่อ กุหลาบดำ ขึ้นชกครั้งใด มีอันจะต้องวิกถล่ม ดูเหมือนจะทุกครั้ง ฝึกหมัด มวยสากล

กว่าจะโด่งดัง ดังอย่างตอนนี้ ชีวิตเขาก็เหมือนอย่างนักมวยบ้านพวกเราทั่วๆ ไป เขาเติบโตมา ในครอบครัวชาวไร่ ชาวนา บิดาชื่อจำเริญ แม่ชื่อนางเหียด มีสิทธิ์ดี ถิ่นฐานบ้านช่องอยู่ที่ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ กุหลาบดำ มีชื่อเล่นว่า เขียว  เป็นลูกคนโตในบรรดาญาติพี่น้อง 5 คน บิดามารดาตั้งชื่อจริง ให้ว่า นายสมบูรณ์ น้องชายคลานตามกันมาชื่อ นายอุดมศักดิ์  รายนี้เป็นนักมวยชื่อ ไทย สมาชิกสภาจังหวัดเปี๊ยกอุทัย  และก็ 3 คนข้างหลัง เป็นหญิงล้วน ชื่อ หิรัญญา หิรัญ แล้วก็ เบญจพร

อาชีพทำไร่ทำนา ของบิดามารดา จำต้องคอยพึ่งฟ้าพึ่งฝน บางปีผลิตผลบางที อาจจะทำเงินเพียงพอ ช่วยเหลือให้อุปถัมภ์สมาชิก ทั้งยัง 7  คนที่อาศัยอยู่ภายในครอบครัวได้ แม้กระนั้น บางปีพวกเขาก็ไม่โชคดีนัก

“ตอนเด็กๆผมนึกออก เราทุกข์ยากลำบาก ฐานะทางบ้านยากแค้นมากมาย ชีวิตในเวลานั้นก็ราวกับเด็กต่างจังหวัดทั่วๆไป ผมชอบขี่จักรยานไปสถานที่เรียนกับน้องชาย เวลาว่างเราก็จะไปตกปลาเล่นกัน”

 

ประวัติกุหลาบดำ

เวทีแรกที่ขึ้นชกของกุหลาบดำ ส.จ.เปี๊ยกอุทัย

กุหลาบดำ รู้สึกชื่นชอบมวยมาตั้งแต่เด็ก โดยเขาเริ่มรู้จักมวยไทยในงานวัดแถวบ้าน

“ผมจำได้ว่า มองเห็นเด็กในหมู่บ้าน ขึ้นไปชกมวยบนเวที ผมมีความคิดว่ามันสนุกสนานดี ผมต้องการลองดูบ้าง พอกลับถึงที่บ้าน ผมบอกบิดาว่า ต้องการชกมวย ตอนแรกบิดา ไม่ยินยอม เอ็งเป็นห่วงกลัวผมจะเจ็บตัว แต่ว่าผมดื้อรั้น จนถึงในที่สุดบิดาก็ยอม”

ความยากแค้น เป็นปัญหาที่มีความสำคัญของ กุหลาบดำ ที่จำต้องพบเจอเหมือน กันกับราษฎรทั่วๆไป ในจังหวัดสุรินทร์ การหาค่ายซ้อมมวยดีๆ ที่มีวัสดุอุปกรณ์การซ้อมพร้อม จึงไม่ได้ง่าย

“บิดาผมมีเพื่อนพ้อง ที่เปิดสอนมวยที่บ้าน และก็มีเด็กสองสามคนไปฝึกด้วย เขาไม่ได้เป็นอาจารย์มวย หรือเป็นนักมวย แม้กระนั้น เขารักในกีฬาชกมวยไทย เราไม่มีเครื่องไม้ เครื่องมืออะไรมากมาย เพียงแค่กระสอบสองสามใบ ที่แขวนกับต้นไม้ ผมฝึกกับพื้นดิน ปกติ ไม่มีสนามมวยด้วย”

ถึงแม้สถาน ที่จะไม่อำนวย แม้กระนั้น ก็พอเพียงสำหรับ เพื่อการจัดเตรียมให้ กุหลาบดำ ซึ่งในช่วงเวลานั้น อายุเพียงแต่ 8 ขวบ กำลังเรียนหนังสือ อยู่ชั้นประถมเล่าเรียนปีที่ 3 ก้าวขึ้นชก ทีแรกในชีวิต ที่งานฝังลูกนิมิต ที่วัดบ้านจาน ซึ่งอยู่บ้านใกล้เรือนเคียง ที่จังหวัดสุรินทร์ ภายหลังจากซ้อมได้เพียง แค่เดือนเดียว

“ภายหลังต่อยเสร็จ ผมรู้สึกเพียงแค่ว่ามันสนุกสนาน ผมชนะรวมทั้ง ได้เงินค่าจ้าง 150 บาท เพียงพอต่อยได้สัก 5-6 ครั้ง ผมก็เริ่มรู้สึกตัวว่าหมัดหนัก เนื่องจาก ต่อยคู่แข่งขัน ตกไปคนไม่ใช่น้อย”

บิดาของ กุหลาบดำ มองเห็นแววลูกชายว่าเอาทางนี้ดูท่าคงจะรุ่ง ก็เลยทำค่ายฝึกมวยเล็กๆของตนในชื่อ “ส.กัลยาณี” โดยมี นายวุฒิธิชัย อินทรามะ เป็นผู้ฝึกสอนคนแรก ซึ่งชื่อค่ายก็เอามาจากชื่อเต็มของเมีย นายวุฒิธิชัย นั่นเอง

กุหลาบดำ มีชื่อเล่นว่า “เขียว” ก็เลยขึ้นชื่อชกมวยในยุคแรกๆว่า “เขียวมรกต ส.กัลยาณี” เดินสายสั่งสมกระดูกมวยที่เมืองหมอแคนแดนอีสานจนถึงมีรายได้จากการชกมวยเพิ่มมากขึ้นพอที่จะเลี้ยงตนเองรวมทั้งครอบครัวได้

แม้กระนั้นภายหลังผ่านไปสักระยะเมื่อ กุหลาบดำ ไปสู่ตอนวัยรุ่น วัยกำลังหัวเลี้ยวหัวต่อ สมาธิรวมทั้งความตั้งใจจริงของเขาก็เริ่มลดน้อยถอยลง ประกอบกิจการเดินทางไปต่อยทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือทุกสัปดาห์ทำให้เขาเริ่มไขว้เขว

“ในตอนนั้นผมไม่ได้อยากต่อยมวยแล้ว และไม่ค่อยได้ไปฝึกมวยด้วย ผมต้องการออกท่องเที่ยวกับเพื่อนฝูง ผมแพ้ 5 ไฟต์ต่อเนื่องกันแล้วก็เริ่มท้อ”

โชคดีที่เขามีบิดาที่รู้เรื่อง และก็รอให้กำลังใจในตอนที่เขาหมดความขมักเขม้นในชีวิต กระทั่ง กุหลาบดำ จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 อายุโดยประมาณ 15-16 ปี

เพื่อนพ้องของบิดาซึ่งปฏิบัติงานเป็นผู้ฝึกสอนอยู่ที่ค่ายของอดีตกาลวีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิก “สมรักษ์ คำราชสีห์” ได้เชิญชวนเขาเข้ากรุงเทพมหานคร

ประวัติกุหลาบดำ อยากเก่งต้องฝึกฝน และอดทน

กุหลาบดำ ตกลงใจเดินทางเข้าจังหวัดกรุงเทพ ตามคำเชื้อเชิญของเพื่อนพ้องบิดา ซึ่งถือได้ว่าเป็นดวงดีของเขาที่ได้ได้โอกาสเสริมเคล็ดลับวิชากับ “ปรมาจารย์สมองมวย” ระดับประเทศอย่าง “สมรักษ์ คำสิงห์” ซึ่งเคยเป็นคุณครูให้กับ “โคตรมวยสารคาม” แสนชัย ส.คิงสตาร์ (พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม)” หนึ่งไอดอลที่เขาชอบพอ

ขณะที่อยู่กับ สมรักษ์ เขาส่อแววเป็นมวยเก่ง แต่ชีวิตเด็กวัยหนุ่มที่เกิดแล้วก็เติบโตในท้องไร่ท้องทุ่ง เพียงพอเข้ามาอยู่จ.กรุงเทพฯ ก็เลยรู้สึกอัดอัดรวมทั้งปรับตัวได้ยาก

หลังเรียนวิชากับ สมรักษ์ ได้ราว 6 เดือน ก็ตกลงใจล่ำลาคุณครู และก็หันหลังให้แดนศิวิไลซ์กลับไปอยู่จังหวัดสุรินทร์รกรากดังเดิม

“ผมชอบอยู่ชนบท ไม่ชอบอยู่กรุงเทพมหานคร มีความรู้สึกว่าหลายประเภทมันวุ่นวาย มันเป็นช่องทางที่ดีในอาชีพ แต่ว่าผมกลับปราศจากความสุขเลย ผมต้องการกลับไปอยู่ที่บ้าน”

“คิดออกว่าวันนั้นผมชนะน็อก ต่อยเสร็จผมกลับไปอยู่ที่บ้านโดยทันที พี่สมรักษ์ก็โทรตามให้ผมกลับไป แต่ว่าผมพูดว่าผมอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้”  ดูบอล123

อ่านบทความมวยอื่นเพิ่มเติม >> ฝึกหมัด มวยสากล