คิกบ็อกซิ่ง คือ ศิลปะการต่อสู้ ประวัติความเป็นมาของกีฬาคิกบ็อกซิ่ง

คิกบ็อกซิ่ง คือ ความเป็นมาของ กีฬาคิกบ็อกซิ่ง ศิลปะการต่อสู้ที่น่าตื่นเต้น

คิกบ็อกซิ่ง คือ การผสมผสานระหว่าง มวยคลาสสิก กับ ศิลปะการต่อสู้แบบตะวันออก ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬา เรียกเทคนิคการต่อสู้ แบบใหม่นี้ว่าเป็นการ ผสมผสานระหว่างมวยคลาสสิก และ ศิลปะคาราเต้ เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ในประเทศในยุโรปตะวันตก และสหรัฐอเมริกาช่วงกลาง ของทศวรรษที่เจ็ดสิบ ของศตวรรษที่ยี่สิบ เกิดขึ้นและมีการพัฒนา อย่างรวดเร็วของยุทธวิธีใหม่ๆ หลายปีต่อมาเทคนิค ที่เลียนแบบมาจาก มวยไทย

ได้ผสมผสานเข้ากับ เทคนิคการต่อสู้ต่างๆ อย่างกลมกลืน ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน คิกบ็อกซิ่งเป็นศาสตร์ แห่งการต่อสู้โดยผสมผสาน ประสบการณ์เก่าแก่ หลายศตวรรษของ ตะวันออกและประเพณีของตะวันตก แต่ละประเทศในสมัยโบราณ มีกลยุทธ์ใหม่ๆของตัวเอง ในเวทีของกรีกโบราณ การต่อสู้ที่ดุเดือด

เป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ โดยที่ทั้งสองมือและเท้า ได้รับความสนใจอย่างมาก และถึงแม้ว่า คิกบ็อกซิ่ง จะไม่เป็นที่สนใจในไทยเท่าไร แต่ในระดับสากล คิกบ็อกซิ่ง กลับได้รับความสนใจ เป็นที่ยอมรับมี องค์กรระดับนานาชาติอย่าง

สมาคมคิกบ็อกซิ่งโลก WORLD ASSOCIATION OF KICKBOXING ORGANIZATION หรือ WAKO ค่อยควบคุมดูแลการแข่งขัน คิกบ็อกซิ่งทั่วโลก ให้มีกติการะเบียบวิธี ชุดแข่งขัน สนาม ที่มีมาตราฐาน แต่ในปัจจุบันนี้ไทยก็มี สมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย และคนที่ดูแลอยู่ก็คือ

พลเอก วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นนายกสมาคมฯ และสมาคมก็ได้ทำการแต่งตั้ง “บัวขาว บัญชาเมฆ” นักมวยไทย ชื่อก้องโลก มาเป็นรับตำแหน่งกรรมการบริหารของสมาคมอีกด้วย

คิกบ็อกซิ่ง คือ

คิกบ็อกซิ่ง คือ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ กีฬาต่อสู้คิกบ็อกซิ่ง

ต้นกำเนิดกีฬาคิกบ็อกซิ่ง เริ่มต้นมาจาก โอะซะมุ โนะงุชิ หรือที่ชาวไทยรู้จักกันในชื่อ โอซามู โนกูจิ เป็นชาวญี่ปุ่นผู้ริเริ่ม กีฬาคิกบ็อกซิ่ง ในประเทศญี่ปุ่น และเป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะโปรโมเตอร์ มวยคิกบ็อกซิ่งในยุคแรกเริ่ม นิยามของคำว่าคิกบ็อกซิ่งที่ โอซามู โนกูจิ คิดดัดแปลงขึ้น

โดยมาจากการที่เขา ชื่นชอบศิลปะการต่อสู้ และออกเดินทางไปทั่วโลก เพื่อดูการต่อสู้ของประเทศต่างๆ แล้วเขาก็มาพบกับ มวยไทย ที่ประเทศไทย และ คาราเต้ เขาจึงดัดแปลงมวยไทย ผสมกับคาราเต้ขึ้นในยุค พ.ศ.2495 ซึ่งในตอนแรกถูกเรียกว่า คาราเต้ บ็อกซิ่ง (Karate-Boxing)

แต่ต่อมา โอซุมะ โนงูชิ ได้คิดคำนิยามกีฬานี้ว่า คิกบ็อกซิ่ง การเจอกันระหว่าง “มวยไทย” กับ “คิกบ็อกซิ่ง” ครั้งแรก ก็เกิดขึ้นจากไอเดียริเริ่มของ ไอ้กระหร่องเทศ โอซามู โนกูจิ ที่เข้ามาวนเวียน อยู่ในวงการมวยเมืองไทยตั้งแต่ปี 2503 ตอนแรก โนกูจิ ดำเนินธุรกิจมวย ด้วยการเอามวยสากลไทย ไปชกกับญี่ปุ่น

และจัดหานักมวยญี่ปุ่น มาชกกับนักมวยไทย มาตอนหลังเกิดไอเดีย นำเอาศิลปะมวยไทย ไปผสมผสานกับ คาราเต้ของญี่ปุ่น กลายเป็นศิลปะการต่อสู้พันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า คิกบ็อกซิ่ง หลังจากซุ่มฟิตซ้อม นักมวยของตัวเองอยู่เป็นปี ก็ยกนักมวยคิกบ็อกซิ่งญี่ปุ่น มาบุกเมืองไทย และจัดชกขึ้นที่เวทีลุมพินี เมื่อวันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2507 ซึ่งต้องจารึกไว้ว่า เป็นศึกคิกบ็อกซิ่ง นัดแรกของไทย

มวยไทย กับ คิกบ็อกซิ่ง แตกต่างกันยังไง?

มวยไทยกับ คิกบ็อกซิ่งนั้น มีความเหมือนหรือ แตกต่างกันอย่างไร เริ่มมาจากต้นกำเนิดมวยไทยนั้น มีมาตั้งแต่ราวปี 2000 ต้นๆในประเทศไทย สำหรับคนที่ฝึกเป็นทหาร ก็จะมีการนำ ศิลปะมวยไทย ไปใช้จริงในสนามรบ ซึ่งส่วนมากก็เป็นการ รบกับประเทศเพื่อนบ้านนั่นเอง รู้จักกันในนามศิลปะ 8 แขนขา

คือหมัด 2 เท้า 2 เข่า 2 และ ศอก 2 รวมกับเทคนิคการกอดและกวาด ในขณะที่คิกบ็อกซิ่ง มีต้นกำเนิดมาภายหลัง คือราวปี 2500 ต้นๆโดย มีต้นกำเนิดในญี่ปุ่นและอเมริกา เชื่อกันว่าเป็นการนำ ศิลปะมวยไทย มวยสากล และคาราเต้ มาผสมผสานกัน ถึงแม้จะดูคล้ายกัน แต่ก็ยังมีความ แตกต่างกันมากมายอยู่ดี

และข้อแตกต่างที่สำคัญ และเห็นได้ชัดเจนคือ กติกาการแข่งขัน ซึ่งมวยไทยนั้น ไม่ว่าจะแข่งขันที่ใดก็ตาม กติกาในการใช้อาวุธ หมัด เท้า เข่า ศอก ยังอนุญาตให้ นักกีฬาใช้ได้ทั้งหมด ในขณะที่คิกบ็อกซิ่ง จะเน้นความปลอดภัยเป็นสำคัญ ศอก ไม่อนุญาตให้ใช้เลย แต่เข่าบางสนาม อาจจะอนุญาตให้ใช้

แต่ไม่ให้ใช้กับหัว เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย ที่อาจเกิดกับผู้แข่งขัน การเข้ากอดเพื่อใช้ศอก และเข่าในระยะประชิด ก็เช่นกันกติกามวยไทย ยินยอมให้ใช้ในขณะที่ คิกบ็อกซิ่ง ไม่ยินยอมให้ใช้ ซึ่งสไตล์การชก ที่สังเกตแล้วจะเห็น ข้อแตกต่างได้ ก็คือคิกบ็อกซิ่งจะใช้การ ตั้งท่าแบบจรดเท้า ในขณะที่มวยไทย

จะเน้นการฟุตเวิร์คมากกว่า เพราะเน้นการออกอาวุธทั้งเข่า และศอก การถีบเป็นอาวุธหลัก ของมวยไทยเพื่อหยั่งเชิง และทำลายจังหวะของคู่ต่อสู้ ในขณะที่คิกบ็อกซิ่ง ไม่มีการใช้ทักษะนี้แต่มี axe kicks เข้ามาแทน เป็นการใช้ส้นเท้ายกขึ้น แล้วกดกระแทกลง บริเวณใบหน้านั่นเอง

คิกบ็อกซิ่ง คือ

กติกาการชกคิกบ็อกซิ่ง การต่อสู้บนสังเวียนที่ระดับโลกให้การยอมรับ

ในกติกาคิกบ็อกซิ่ง กรรมการจะให้คะแนนตามอาวุธที่เข้าเป้า เน้นย้ำว่าต้องเข้าเป้า เพราะอาวุธจะรุนแรงหรือไม่ นั้นไม่สำคัญ ถ้าเข้าเป้าถือว่าเป็นคะแนน อย่างเช่น ถ้าเตะไปโดนแขน ถือว่าไม่เป็นคะแนน แต่ถ้าโดนขา ต่อให้ไม่ได้รุนแรงก็ได้คะแนน เพราะไม่มีการป้องกัน อย่างการถีบทุกครั้งที่ถีบคือคะแนน

เพราะไม่มีการป้องกัน มันอาจจะดูไม่รุนแรง แต่เมื่อเข้าเป้าก็จะได้คะแนน ในทางกลับกัน ถ้าคู่ต่อสู้ต่อยเป็นชุด แล้วเข้าเป้าแค่สองหมัด ขณะที่เตะคืนเขาครั้งเดียว เตะแรงมากจนเขากระเด็นไป แต่เตะไปติดแขนของเขา ก็จะไม่ได้คะแนนนะครับ ในกรณีนี้ฝ่ายตรงข้าม จะชนะไปเพราะเขาต่อยเข้าเป้า 2 หมัด

และหากคู่ต่อสู้แทงเข่า หรือแทงเข่าตอบโต้ อย่างต่อเนื่องและเข้าเป้า กรรมการอาจอนุญาต ให้กอดปล้ำต่อไปได้ 5 วินาที มิฉะนั้นผู้แข่งขัน ก็ควรเลิกกอดปล้ำแล้วสู้ต่อ นี่คือหลักการให้คะแนน ของคิกบ็อกซิ่ง ซึ่งสิ่งที่คิกบ็อกซิ่ง แตกต่างจากมวยไทย คือต้องออกอาวุธ ให้มากกว่าคู่ต่อสู้ และเข้าเป้าชัดเจน กว่าถึงจะชนะ ส่วนกติกามวยไทย จะดูว่าถ้าออกอาวุธได้รุนแรง ทรงมวยสวยงาม มีความแข็งแกร่งกว่าถึงจะชนะ จึงทำให้ระบบการให้คะแนนมันต่างกัน

ข่าวน่าสนใจเพิ่มเติม : สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง ดูบอล แทงบอลโลก